บทที่ 4 บทที่ 4 : กระสอบข้าวสาร

ตกเย็น หลังจากภารกิจซักผ้าห่มนฤโหดจบลง

ไวเปอร์กลับมาที่ห้องพักคนรับใช้ในสภาพเปียกปอน ทันทีที่ประตูปิดลงและแน่ใจว่าไม่มีใครจับตาดูอยู่ ร่างที่เคยห่อไหล่ทำท่าอ่อนแอก็ยืดตรง แววตาใสซื่อแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและแหลมคม

หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งบนเตียง เริ่มประเมินเป้าหมายของเธอใหม่อีกครั้ง

‘ศิลา อัครเมธีวงศ์... ไม่ใช่หมูในอวยอย่างที่คิด’

ตลอดทั้งวัน เธอเฝ้าสังเกตเขาอย่างเงียบๆ ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่มาเฟียที่เอาแต่ชี้นิ้วสั่งการ เขามีระเบียบวินัยสูงมาก และการที่เขาสั่งให้เธอซักผ้าด้วยมือแบบไร้เหตุผล นั่นไม่ใช่แค่การกลั่นแกล้งธรรมดา... แต่มันคือ ‘การทดสอบ’ แน่ๆ!

เขาจงใจให้เธอออกแรง เพื่อดูสรีระ การจัดระเบียบกล้ามเนื้อ และความอดทนของเธอ ไวเปอร์รู้ดีว่าหากเธอหลุดแสดงความแข็งแกร่งหรือเผลอใช้ทักษะการทรงตัวของนักฆ่าออกไปแม้แต่นิดเดียว ศิลาจะต้องจับผิดเธอได้อย่างแน่นอน

‘ไอ้นี่มันจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ชัดๆ... ภารกิจนี้อาจจะไม่ง่ายอย่างที่ประเมินไว้ตอนแรก ฉันต้องระวังตัวให้มากกว่านี้ ห้ามหลุดสัญชาตญาณเด็ดขาด’

.

ในขณะเดียวกัน ที่ห้องทำงานของมาเฟียหนุ่ม

ศิลานั่งเอนหลังพิงเก้าอี้หนังบุนวม สายตาจับจ้องไปที่หน้าจอแท็บเล็ตที่ฉายภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณลานซักล้างหลังบ้าน เขาดูภาพย้อนหลังตอนที่ขิงกำลังล้มลุกคลุกคลานอยู่ในอ่างไม้ซ้ำไปซ้ำมา

รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา

“เนียนมาก... เล่นละครได้สมบทบาทจนน่าปรบมือให้” ศิลาพึมพำกับตัวเอง

คนทั่วไปอาจจะมองเห็นแค่เด็กสาวซุ่มซ่ามที่ลื่นล้มเพราะหมดแรง แต่สำหรับศิลา ผู้ผ่านการฝึกฝนยุทธวิธีและศิลปะการต่อสู้มาอย่างโชกโชน เขามองทะลุการแสดงนั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

จังหวะที่ขิงลื่นล้มก้นจ้ำเบ้า ร่างกายของเธอมีการเกร็งกล้ามเนื้อและถ่ายเทน้ำหนักไปยังจุดที่ปลอดภัยที่สุดโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันการบาดเจ็บของกระดูกสันหลัง 

นอกจากนี้ อัตราการหายใจของเธอ... แม้ภายนอกจะทำเป็นหอบแฮกๆ แต่จังหวะการขยับของหน้าอกกลับสม่ำเสมอและคงที่อย่างน่าประหลาด ไม่มีทางที่คนที่ออกแรงหนักขนาดนั้นจะมีอัตราการหายใจที่นิ่งสงบได้ถึงเพียงนี้ นอกเสียจากว่า... เธอจะถูกฝึกให้ควบคุมการหายใจมาตั้งแต่เด็ก

“อึดใช้ได้เลยนี่ ยัยอสรพิษน้อย”

ศิลาวางแท็บเล็ตลงบนโต๊ะ ดวงตาคมดุจเหยี่ยวทอประกายวาววับไปด้วยความท้าทายและความตื่นเต้นที่ไม่ได้สัมผัสมานาน

“หวังว่าเธอจะมีอะไรสนุกๆ มาเซอร์ไพรส์ฉันมากกว่าการซักผ้าห่มนะ... เพราะเกมนี้ ฉันเพิ่งจะเริ่มอุ่นเครื่องเท่านั้น”

การประเมินซึ่งกันและกันในวันแรกจบลงด้วยความตึงเครียดที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของทั้งสองฝ่าย เกมแมวหยอกหนูระหว่างมาเฟียจอมซาดิสม์และมือสังหารสาวจอมแอ๊บแบ๊ว... กำลังได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว...

เช้าวันที่สองในคฤหาสน์อัครเมธีวงศ์เริ่มต้นขึ้นด้วยบรรยากาศที่ดูเหมือนจะสงบสุข แต่นั่นเป็นเพียงพายุที่กำลังก่อตัวเงียบๆ ในใจของมือสังหารสาว

‘ขิง’ ยังคงอยู่ในชุดผ้าฝ้ายทอมือสีมอๆ รุ่มร่าม เธอแกล้งทำเป็นเดินกะเผลกเล็กน้อยขณะกำลังกวาดใบไม้ที่ลานกว้างหน้าคฤหาสน์ เพื่อให้สมบทบาทของเด็กสาวที่ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการซักผ้าห่มนวมขนเป็ดเมื่อวาน ทว่าในความเป็นจริง ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงของเธอไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย

เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มขึ้นเมื่อรถบรรทุกหกล้อคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดเทียบที่ลานขนของด้านข้างคฤหาสน์ คนงานชายสองสามคนกระโดดลงมาจากท้ายรถ พร้อมกับกระสอบข้าวสารจำนวนมาก

“ขิง มานี่หน่อยสิ”

เสียงเรียกทุ้มต่ำที่คุ้นเคยทำให้เด็กสาวที่กำลังกวาดใบไม้ต้องสะดุ้งสุดตัวตามบทบาท เธอหันไปมองก็พบกับศิลาที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตู คิ้วเข้มๆ ของเขาเลิกขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก

“จ... เจ้า นายท่าน มีอะหยังหื้อเปิ้นรับใช้เจ้า?” ขิงรีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหา ก้มหน้ามองพื้นด้วยท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัว ศิลาพยักพเยิดหน้าไปทางรถบรรทุก 

“ข้าวสารมาส่งพอดี คนงานบ้านฉันช่วงนี้ไม่ค่อยพอ เธอช่วยแบกกระสอบข้าวสารพวกนั้นไปเก็บในครัวทีสิ กระสอบละห้าสิบกิโลกรัมเอง งานแค่นี้คงสบายมากใช่ไหม?” 

‘สบายบ้าอะไรล่ะ! คนปกติที่ไหนเขาให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ แบกข้าวสารห้าสิบโลฟะ ไอ้มาเฟียโรคจิต!’ ไวเปอร์กรีดร้องในใจ แต่ภายนอกเธอกลับเบิกตากว้าง ทำหน้าตาตื่นตระหนก

“หะ... ห้าสิบกิโล! เปิ้น... เปิ้นจะลองดูเจ้า!” เด็กสาวรับคำเสียงสั่น ก่อนจะเดินเตาะแตะไปที่ท้ายรถบรรทุก

ขิงยืนมองกระสอบข้าวสารตรงหน้า สำหรับมือสังหารอย่างเธอที่เตะกระสอบทรายขาดได้สบายๆ น้ำหนักแค่นี้เธอสามารถยกพาดบ่าแล้ววิ่งสปรินต์รอบคฤหาสน์ได้ด้วยซ้ำ แต่เพื่อภารกิจ เธอต้องกดสัญชาตญาณความแข็งแกร่งของตัวเองเอาไว้ให้ลึกที่สุด 

หญิงสาวสูดหายใจลมเข้าลึกๆ เอื้อมมือไปจับที่มุมกระสอบข้าวสาร แกล้งทำเป็นออกแรงดึงจนหน้าดำหน้าแดง ขาเล็กๆ ของเธอสั่นพั่บๆ แกล้งทำเป็นเข่าอ่อนและยกมันไม่ขึ้น 

“อึ้บ... โอ๊ย! หนักขนาดเลยเจ้า!” ขิงร้องเสียงหลง

และในจังหวะที่เธอกำลังจะแกล้งทำเป็นปล่อยมือเพื่อแสดงความอ่อนแอ เธอก็จัดฉากสะดุดขาตัวเอง ปล่อยให้กระสอบข้าวสารร่วงหล่นลงพื้นกระแทกเสียงดังสนั่น ส่วนตัวเธอก็ล้มทับกระสอบข้าวสารนั้นลงไปกองกับพื้นจนฝุ่นคลุ้งไปหมด 

ค่อกๆ แค่กๆ! 

ขิงแกล้งไอสำลักฝุ่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองศิลา น้ำตาใสๆ ปริ่มอยู่ที่หางตา เธอต้องก้มหน้าบีบน้ำตาและร้องไห้กระซิกๆ ด้วยท่าทางที่น่าเวทนาที่สุด 

“เปิ้นขอสุมาเจ้า! เปิ้นยกบ่ไหวจริงๆ เจ้า!” 

ศิลายืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดจากจุดเดิม เขายืนกอดอกมองภาพเด็กสาวที่ล้มลุกคลุกคลานคลุกฝุ่นด้วยสายตากลั้นขำ ริมฝีปากหยักได้รูปเม้มเข้าหากันแน่นเพื่อไม่ให้หลุดเสียงหัวเราะออกมา 

“ไม่เป็นไร ค่อยๆ ฝึกไป” ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่แฝงไปด้วยความรื่นเริง “เดี๋ยวฉันให้คนงานชายมาจัดการต่อ เธอไปปัดฝุ่นแล้วไปทำงานบ้านอย่างอื่นเถอะ”

พูดจบ มาเฟียหนุ่มก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ ทิ้งให้ขิงนั่งกำหมัดแน่นอยู่บนกระสอบข้าวสาร ในใจของไวเปอร์ตอนนี้ด่าทอศิลาไปแล้วแปดหมื่นคำ และนึกอยากจะเอาไม้ฟืนฟาดหน้าเจ้านายจอมซาดิสม์คนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด! 

.

บทก่อนหน้า
บทถัดไป